ສະມາຄົມຊາວໄລ່ອ້ອຍມິຕລາວ Mitrlaos

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

อะทราซีน 90" Atrazine 90% WG

สำหรับ **"อะทราซีน 90" (Atrazine 90% WG)** ในรูปแบบที่เป็น **"ชนิดเม็ด"** หรือที่พี่น้องชาวไร่คุ้นเคยในชื่อภาษาอังกฤษว่าสูตร **WG (Water Dispersible Granule)** มีรายละเอียดสำคัญในการนำไปใช้งานดังนี้ครัง

ข้อมูลทั่วไปของตัวยาชนิดเม็ด
 * **คุณลักษณะเฉพาะ:** ตัวยาจะเป็นเม็ดเล็กๆ ละลายน้ำได้ง่ายมาก (ง่ายกว่าสูตรผงสีขาวทั่วไปที่มักจะตกตะกอน) เวลาฉีดจะไม่ค่อยอุดตันหัวพ่น และไม่มีฝุ่นฟุ้งกระจายตอนเทผสม ทำให้ปลอดภัยต่อตัวผู้ฉีดพ่นมากขึ้นครับ
 * **หน้าที่หลัก:** ใช้เป็นยา **"คุมและฆ่า"** วัชพืชทั้งประเภทใบแคบ (เช่น หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนกา หญ้าปากควาย) และใบกว้าง (เช่น ผักเบี้ยใหญ่ ผักโขมหิน ปอวัชพืช)
## วิธีการและอัตราการใช้ในไร่อ้อยและข้าวโพด
เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรฉีดพ่น **หลังปลูกพืชเสร็จทันทีในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่** เพื่อให้ตัวยาซึมลงดินไปคุมเมล็ดหญ้าไม่ให้งอกครับ
| พืชประธาน | อัตราการใช้ต่อเนื้อที่ 1 ไร่ | ปริมาณน้ำที่ใช้ผสม | ข้อแนะนำเพิ่มเติม |

| **อ้อย** | **400 - 500 กรัม** | น้ำ 60 - 80 ลิตร | ฉีดพ่นหลังปลูกอ้อยทันที หรือฉีดพ่นในอ้อยตอหลังแต่งกอเสร็จ |
| **ข้าวโพด** | **300 - 450 กรัม** | น้ำ 60 - 80 ลิตร | ฉีดหลังปลูกข้าวโพดก่อนที่ข้าวโพดและหญ้าจะงอก |
> 💡 **ข้อควรระวังสำคัญ:** สารอะทราซีนมีฤทธิ์ตกค้างในดินค่อนข้างยาวนาน ดังนั้นหลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยหรือข้าวโพดแล้ว **ไม่ควรปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชผัก หรือข้าว** ตามทันที เพราะตัวยาที่ค้างอยู่ในดินอาจส่งผลกระทบทำให้พืชเหล่านั้นชะงักการเจริญเติบโตหรือตายได้ครับ

Cr:gemini

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

โรคใบขาวในอ้อย

โรคใบขาวในอ้อย เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา (Phytoplasma) โดยมีเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลเป็นพาหะนำโรคหลักครับ

​สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
​การใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อ: หากนำอ้อยจากกอที่เป็นโรคมาปลูก เชื้อจะติดไปกับท่อนพันธุ์ทันที
​แมลงพาหะ: เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นโรคแล้วแพร่กระจายไปยังต้นปกติ
​วัชพืชรอบแปลง: หญ้าบางชนิดเป็นแหล่งพักพิงของเชื้อและแมลงพาหะ

โรคใบขาว ในอ้อยถอนและเผาทำลาย: 
หากพบอ้อยใบขาวเพียงเล็กน้อย ให้ขุดทิ้งทั้งกอทันทีเพื่อป้องกันการลุกลาม
​เลือกท่อนพันธุ์สะอาด: ใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่ไม่มีประวัติโรคใบขาว หรือผ่านการแช่น้ำร้อน 
50 °C นาน 2 ชั่วโมง

​กำจัดวัชพืช: 
ดูแลแปลงให้สะอาดเพื่อลดที่อยู่อาศัยของเพลี้ยพาหะ​พักดิน: หากระบาดหนักควรไถรื้อตอและปลูกพืชตระกูลถั่วสลับเพื่อตัดวงจรโร

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของอ้อย

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของอ้อย
       
1.ดิน 
อ้อยมีความต้องการดินที่มีความร่วนซุย ไม่ชอบดินที่มีความแข็งตัว และเกิดการสะสมดินดาน ต้องการดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ที่ค่า pH ประมาณ 6.5 ถึง 7 ถ้ามีค่าความเป็นกรดด่างไม่เหมาะสมจะทำให้อ้อยเจริญเติบโตได้ไม่ค่อยดี

2.น้ำ 
 อ้อยมีความต้องการปริมาณน้ำเฉลี่ย 1200 มิลต่อปีแต่ไม่ชอบน้ำท่วมขังถ้ามีน้ำท่วมขังเกิน 7 วันจะเริ่มเกิดอาการรากเน่าลากตายโดยจึงมีการหยุดโตชะงักอ้อยเหลืองและเน่าตายในที่สุดโดยอ้อยจะไม่ชอบการให้น้ำที่เป็นการให้ครั้งละมากๆเพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบรากอ้อยมากแต่ต้องการให้ปริมาณน้ำแบบเหมาะสมไม่มากและไม่น้อยในแต่ละครั้ง

3.ธาตุอาหาร 
อ้อยมีความต้องการธาตุอาหารสูตรต่างๆ ในช่วงเวลาต่างๆกัน เช่นตอนอ้อยเริ่มงอกชอบธาตุอาหารฟอสฟอรัส เพื่อเสริมระบบราก ตอนอ้อยย่างปล้องชอบไนโตรเจน เพื่อเร่งการเจริญเติบโต หรือ ก่อนสะสมน้ำตาลชอบโพแทสเซียมเป็นต้น ดังนั้นเกษตรกรต้องเลือกใช้ธาตุอาหารให้เหมาะสมทั้งปริมาณและชนิดของธาตุอาหารเพื่อให้อ้อยสมบูรณ์แข็งแรง

4.อุณหภูมิและแสงแดด อ้อยมีความต้องการอุณหภูมิและแสงแดดที่มีปริมาณยางเหมาะสม โดยอ้อยต้องการอุณหภูมิในการเจริญเติบโต อยู่ในช่วง 28 ถึง 37 องศาเซลเซียส จะเป็นช่วงที่อ้อยเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งจะเป็นอุณหภูมิที่เมืองไทยนั้นค่อนข้างเหมาะสมอยู่แล้ว แต่ถ้าอุณหภูมิเย็นเกินไป หรือร้อนมากเกินไป ก็จะหยุดการเจริญเติบโต ส่วนแสงแดด อ้อยต้องการปริมาณแสงแดดที่ 10-12 ชั่วโมงต่อวัน โดยต้องมีแสงแดดโดนตลอดเพื่อ ทำการสังเคราะห์แสง ปรุงอาหาร โดยไม่ควรจะมีร่มที่เกิดจากธรรมชาติก็ดี มนุษย์สร้างก็ดี มาบดบังทำให้อ้อยไม่ได้รับแสงแดด เช่น ร่มไม้ อาคาร ตึก เป็นต้น เพราะถ้าอ้อยไม่รับแสงแดดที่เพียงพอ อ้อยจะหยุดการเจริญเติบโตได้เช่นกัน

Cr: nks หนังสือโรงเรียนเกษตรกร nks

พันธุ์อ้อยขอนแก่น 4 (KK4)

พันธุ์อ้อย กวก.ขอนแก่น 4 ทรงกอค่อนข้างตั้งตรง ปล้องเรียงตัวค่อนข้างตรง ปล้องทรงกระบอก ใบกว้างปานกลางและไม่มีขนที่กาบใบ ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตอ้อยไร่ละ 11.71 ตัน ให้ผลผลิตชานอ้อยเฉลี่ยไร่ละ 1.96 ตัน และมีปริมาณเยื่อใยเฉลี่ยร้อยละ 17.12 ให้ผลผลิตเป็นกากน้ำตาลไร่ละ 523 กิโลกรัม สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 และ K88-92

    ที่สำคัญให้พลังงานไฟฟ้าไร่ละ 596 กิโลวัตต์ และพลังงานแก๊สชีวภาพไร่ละ 496 ลูกบาศก์เมตรต่อปี สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3

ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นได้ขยายอ้อยโคลนพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 4 พื้นที่จำนวน 2 ไร่ สามารถปลูกขยายได้ 15 ไร่ โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกอ้อยพันธุ์ กวก. ขอนแก่น 4 (อ้อยปลูก อ้อยตอ 1 และอ้อยตอ 2) เป็นเงินจำนวนไร่ละ 44,164 บาท สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 และ K88-92

นอกจากนั้น อ้อยพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 4 ได้ผ่านการรับรองพันธุ์ประเภทพันธุ์แนะนำไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2566 จึงเป็นพืชทางเลือกเพื่อสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกร

Khon Kaen 4 has a relatively upright clump shape, with relatively straight internodes and cylindrical internodes. Its leaves are moderately wide and hairless on the leaf sheaths. Distinctive features include a sugarcane yield of 11.71 tons per rai, an average bagasse yield of 1.96 tons per rai, and an average fiber content of 17.12 percent. It also yields 523 kilograms of molasses per rai, higher than Khon Kaen 3 and K88-92 varieties.


Importantly, it generates 596 kilowatts of electricity per rai and 496 cubic meters of biogas per rai per year. Higher than Khon Kaen 3.


Currently, the Khon Kaen Field Crops Research Center has expanded the sugarcane clone KKK.Khon Kaen 4 on 2 rai of land. This can be expanded to 15 rai. Farmers will earn 44,164 baht per rai from growing KKK.Khon Kaen 4 (planted sugarcane, ratoon 1, and ratoon 2), higher than Khon Kaen 3 and K88-92.


Furthermore, KKK.Khon Kaen 4 was certified as a recommended variety on August 8, 2023, making it an alternative crop to generate additional income for farmers.

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568

พันธุ์อ้อย มิตรผล 14-618

พันธุ์อ้อย มิตรผล 14-618 เป็นพันธุ์อ้อย พันธุ์นี้เป็นที่รู้จักในวงการอ้อยเนื่องจากมีคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ เช่น ผลผลิตสูง ความหวานที่เหมาะสม และความต้านทานต่อโรคและแมลง. 

Cr:มิตรผลโมเดิร์นฟราม


การปรับปรุงพันธุ์:

พันธุ์อ้อยมิตรผล 14-618 ได้มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างอ้อยพันธุ์ MPT98(แม่) X LK92-11
ผลผลิต:
ให้ผลผลิตสูงเมื่อเทียบกับพันธุ์อ้อยอื่นๆ.
 
ความหวาน:
มีค่า CCS (Commercial Cane Sugar) ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตน้ำตาล.
 
ความต้านทาน:
มีความต้านทานต่อโรคและแมลงบางชนิด.
แนวพันธุ์อ้อย มิตรผล 14-12-618
แปลงดินทรายปนลูกรัง
ประเภทอ้อย:ปลายฝน
อาศัยน้ำฝนธรรมชาติ


ข้อดี
ทนแล้ง ทรหด มีความต้านทานต่อโรคใบขาวได้ดีและต่อสู้กับสิ่งแวดล้อม ในสภาพต่างๆได้ดี โตไว แตกกอดี ไว้ตอได้ดี น้ำหนัก 12-15 ตัน/ไร่
ข้อด้อย
ดินดีจะล้ม หวานช้า กลาง-ท้ายฤดูหีบ ccs 11-13.5
แนวพันธุ์อ้อย มิตรผล 14-12-618
แปลงดินทรายปนลูกรัง
ประเภทอ้อย:ปลายฝน
อาศัยน้ำฝนธรรมชาติ

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3

อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3

ประวัติ
ได้จากคู่ผสมระหว่างอ้อยโคลน 85-2-352 กับพันธุ์ K84-200 โดยการผสมข้ามพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ในปี พ.ศ.2537 ทำการเพาะเมล็ดและคัดเลือกครั้งที่ 1 (ลูกอ้อย) ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีในปี พ.ศ.2538-2539 คัดเลือกครั้งที่ 2 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นในปี พ.ศ.2540 คัดเลือกครั้งที่ 3 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นในปี พ.ศ.2541-2542 เปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้นที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นในปี พ.ศ.2544–2545 เปรียบเทียบมาตรฐานที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น และศูนย์วิจัยพืชไร่กาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ.2545-2547 เปรียบเทียบและทดสอบในไร่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ และนครราชสีมา ในปี พ.ศ.2547-2548 พบว่ามีผลผลิตสูงและสามารถปรับตัวได้ดีกับเขตใช้น้ำฝนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำการคัดเลือกและประเมินพันธุ์ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537-2551 รวมระยะเวลาการวิจัย 15 ปี
ลักษณะประจำพันธุ์กอตั้งตรง กาบใบหลวม มี 6-12 หน่อต่อกอ ความยาวปล้องน้อยกว่า 10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำ 2.72 เซนติเมตร มีไขปานกลางสีเหลืองเหลือบเขียวเมื่อไม่ต้องแสงและสีม่วงเหลือบเหลืองถึงน้ำตาล เมื่อต้องแสง ตารูปไข่ ใบมีลักษณะปลายโค้ง มีกลุ่มขนที่ขอบใบส่วนโคน ลิ้นใบเป็นแถบ ตรงกลางพองออก ปลายเรียวทั้ง 2 ข้าง หูใบด้านนอกรูปสามเหลี่ยม หูใบด้านในรูปใบหอกสั้น คอใบรูปสามเหลี่ยม ชายธงปลายคด ขนที่กาบใบน้อย จำนวนลำเก็บเกี่ยวในอ้อยปลูก 10,351 ลำต่อไร่ อ้อยตอ1 11,287 ลำต่อไร่ ผลผลิตน้ำตาลในอ้อยปลูก 2.64 ตันซีซีเอสต่อไร่ อ้อยตอ1 2.49 ตันซีซีเอสต่อไร่ ซีซีเอสในอ้อยปลูก 14.6 อ้อยตอ1 15.1
ลักษณะเด่นให้ผลผลิตสูง อ้อยปลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 18.1 ตันต่อไร่ และอ้อยตอ1 16.5 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์อู่ทอง 3 ร้อยละ 25 และ 28 ตามลำดับ ไม่ออกดอก ทำให้น้ำหนักและความหวานไม่ลดลง กาบใบหลวมเก็บเกี่ยวง่าย
พื้นที่แนะนำปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนปนทรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ທີ່ມາບົດຄວາມ Cr:https://shorturl.asia/rJu8d

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การแตกหน่อของอ้อยตอ

การแตกหน่อของอ้อยตอ 
คือ การงอกของหน่อใหม่จากตออ้อยที่เหลืออยู่หลังจากการเก็บเกี่ยว การแตกหน่อนี้เป็นกระบวนการที่สำคัญในการเพิ่มผลผลิตอ้อยในรอบปีถัดไป
ปัจจัยที่มีผลต่อการแตกหน่อ:
ความสมบูรณ์ของตออ้อย:
ตออ้อยที่สมบูรณ์ มีการพักตัวที่เหมาะสม และได้รับน้ำและธาตุอาหารที่เพียงพอ จะสามารถแตกหน่อได้ดี

 

การจัดการตออ้อย:
การสับตออ้อยให้ติดดินหลังจากเก็บเกี่ยว จะช่วยกระตุ้นให้หน่อใหม่งอกจากใต้ดิน ซึ่งหน่อที่งอกใต้ดินจะแข็งแรงและโตเร็วกว่าหน่อที่งอกเหนือดิน
ความชื้นในดิน:
ความชื้นในดินมีความสำคัญต่อการงอกของหน่อ การให้น้ำที่เหมาะสมจะช่วยให้หน่ออ้อยงอกได้ดี
ธาตุอาหาร:
การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม จะช่วยกระตุ้นการแตกกอและเพิ่มผลผลิต
การจัดการวัชพืช:
วัชพืชจะแย่งน้ำและธาตุอาหารจากอ้อยตอ ทำให้การแตกหน่อไม่ดี การจัดการวัชพืชอย่างเหมาะสมจึงมีความจำเป็น
 
โรคและแมลงศัตรู:
โรคและแมลงบางชนิด เช่น โรคใบขาว และแมลงศัตรูอ้อยบางชนิด สามารถทำลายตออ้อยและขัดขวางการแตกหน่อได้
เทคนิคการจัดการอ้อยตอเพื่อส่งเสริมการแตกหน่อ:
สับตออ้อย:
สับตออ้อยให้ติดดินหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อกระตุ้นให้หน่อใหม่งอกจากใต้ดิน
 
ใส่ปุ๋ย:

ใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของอ้อย โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีไนโตรเจนและโพแทสเซียม
ให้น้ำ:
ให้น้ำอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่อ้อยเริ่มงอก และในช่วงที่อ้อยมีการเจริญเติบโตทางลำต้น
 
จัดการวัชพืช:
ควบคุมวัชพืชโดยการใช้สารเคมี หรือการกำจัดวัชพืชด้วยวิธีอื่นๆ
 
ตรวจโรคและแมลง:
หมั่นตรวจแปลงอ้อยและจัดการโรคและแมลงศัตรูพืชอย่างทันท่วงที ใจ


วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

แม่ปุ๋ย ซอยล์เมต 46-0-0 เพิ่มผลผลิต

แม่ปุ๋ย ซอยล์เมต 46-0-0

รายละเอียดสินค้า
 $etynp$
ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 เป็นแม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ซึ่งพืชทุกชนิดมีความต้องการในปริมาณที่สูงมาก ปุ๋ยยูเรีย ช่วยทำให้พืชมีใบสีเขียว มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์แสง ทำให้พืชเจริญเติบโตมีความสูง ใบเจริญงอกงามมีขนาดใหญ่ ใบดกหนา ใบสีเขียวเข้ม


ใช้ได้กับ
สูตร 46-0-0
อ้อย : ช่วงบำรุงต้นหรือ หลังใส่ครั้งแรก 2 เดือน 50 กิโลกรัมต่อไร่



อ้างอิงจาก: http://bit.ly/4f13X2C


รากอ้อย (Sugarcane roots)

รากอ้อย (Sugarcane roots) มีลักษณะเป็นระบบรากฝอย (fibrous root system) แผ่กระจายออกโดยรอบลำต้น โดยปกติแล้วรากอ้อยจะแผ่กระจายในรัศมีประมาณ 50-100 เซนติเมตร และลึกลงไปในดินประมาณ 100-150 เซนติเมตร




* รากชั้นแรก มีจำนวนปริมาณมากที่สุด ถ้าเทียบกับรากชนิดอื่นของอ้อย มีหน้าที่ผยุงลำต้น เกาะยึด ดูดน้ำดูดอาหาร

* รากชั้นชั้นกลาง มีขนาดรากที่ใหญ่ นอกจากดูดน้ำดูดอาหารแล้ว ยังมีหน้าที่รับน้ำหนักลำอ้อย ยึดลำต้นอ้อยไม่ให้ล้ม

* รากชั้นลึก มีน้อยที่สุดประมาณ 1-10% ของรากทั้งหยังลึกถึง 4-5 เมตร แล้วแต่ศักยภาพของพันธุ์ ถึงเป็นรากที่มีสัดส่วนที่น้อย แต่เป็นรากที่คอยหาความชื้นในสภาวะแล้ง เมื่อดินชั้นบนแล้ง รากชนิดนี้จะหาความชื้นในดินชั้นล่าง ช่วยให้อ้อยรักษาผลผลิตได้เมื่อได้รับผลกระทบจากสภาวะแล้งที่นานๆ

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โรคใบขาวอ้อย ภัยเงียบที่คุกคามผลผลิต

โรคใบขาวอ้อย: ภัยเงียบที่คุกคามผลผลิต

โรคใบขาวอ้อย (Sugarcane White Leaf Disease, SCWLD) เป็นโรคพืชสำคัญที่เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา (Phytoplasma) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กคล้ายแบคทีเรีย ไม่มีผนังเซลล์ และอาศัยอยู่ในท่อลำเลียงอาหารของพืช โรคนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมอ้อยทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากทำให้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยลดลงอย่างมาก




สาเหตุและการแพร่ระบาด
เชื้อไฟโตพลาสมาที่เป็นสาเหตุของโรคใบขาวอ้อยแพร่กระจายโดยมีแมลงพาหะสำคัญคือ เพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลลายหยัก (Matatropis sp.) โดยเพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นอ้อยที่เป็นโรค เชื้อไฟโตพลาสมาจะเพิ่มจำนวนในตัวเพลี้ยจักจั่น และเมื่อเพลี้ยจักจั่นไปดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นอ้อยปกติ ก็จะถ่ายทอดเชื้อไปสู่ต้นอ้อยนั้น นอกจากนี้ การใช้ท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคในการปลูกก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการแพร่ระบาดของโรค


อาการของโรค
อาการเริ่มต้นของโรคใบขาวอ้อยมักจะสังเกตเห็นได้จาก ใบอ่อนของอ้อยมีสีซีดจางเป็นสีขาวอมเหลือง หรือที่เรียกว่าอาการใบขาว (chlorosis) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรค เมื่อโรคดำเนินไป ใบอ้อยจะเริ่มมีขนาดเล็กลงและสั้นลง ลำต้นอ้อยจะแคระแกร็น ปล้องสั้นลง แตกกอมากผิดปกติแต่ไม่มีลำอ้อยที่สมบูรณ์ ในที่สุด ต้นอ้อยที่เป็นโรคจะให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงอย่างมาก หรืออาจไม่ให้ผลผลิตเลย


ผลกระทบต่อผลผลิต
ผลกระทบของโรคใบขาวอ้อยต่อผลผลิตอ้อยนั้นรุนแรงมาก ต้นอ้อยที่ติดเชื้อจะมีอัตราการเจริญเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ลดลง คุณภาพน้ำอ้อยแย่ลง ปริมาณน้ำตาลลดลง ทำให้โรงงานน้ำตาลได้รับวัตถุดิบลดลงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ພາບໂດຍ: NongsyNanthasan

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568

อ้อยพันธุ์อู่ทอง 5 (U-Thong 5)

อ้อยพันธุ์อู่ทอง 5 (U-Thong 5)
เป็นพันธุ์อ้อยที่ได้จากการผสมข้ามแบบ polycross โดยมี 87-2-1033 (อู่ทอง 1 x อีเหี่ยว) เป็นพันธุ์แม่. พันธุ์นี้ได้รับการพัฒนาที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี. อู่ทอง 5 มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงในสภาพไร่ที่ใช้น้ำฝนและดินร่วนปนทราย. นอกจากนี้ยังมีการไว้ตอที่ดี.


ลักษณะเด่นของอ้อยพันธุ์อู่ทอง 5:
ผลผลิต:
ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงในสภาพไร่ที่ใช้น้ำฝนและดินร่วนปนทราย.
การไว้ตอ:
มีการไว้ตอที่ดี.

ลักษณะลำต้น:
ลำต้นมีขนาดปานกลาง ข้อเรียบ จุดกำเนิดรากไม่เป็นระเบียบ ปล้องตรงกลางป่อง.

การต้านทานโรค:
ทนทานต่อโรคแส้ดำในระดับปานกลาง แต่ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง.





ขอบคุณรูปภาพจากเพจ
Cr:ลมเลื่องลาว



วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568

3คุณลักษณะพันธุ์อ้อย


สวัสดีค่ะมิตรชาวไร่ หากพูดถึงขั้นตอนการปลูกอ้อย การเตรียมพันธุ์อ้อยไว้สำหรับปลูก นับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีความจำเป็นสำหรับชาวไร่อย่างมาก ทั้งนี้เพราะนอกจากจะได้พันธุ์ที่ดีตามเวลาที่ต้องการแล้ว ยังได้อ้อยที่มีความสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย





ซึ่งวิธีการเตรียมพันธุ์อ้อยให้ทันเวลาสำหรับการเพาะปลูกคือ เมื่อต้องการจะปลูกอ้อยพันธุ์ใด ก็หาพันธุ์มาปลูกไว้ล่วงหน้าประมาณ 6-7 เดือน เพื่อให้อ้อยเติบโตเต็มที่ และก่อนตัด 2-3 สัปดาห์ควรลอกกาบออก เพื่อให้ตาแข็งแรง

อ้อยที่ปลูกไว้ทำพันธุ์ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะใช้ปลูกได้ 10-20 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะปลูก และอัตราปลูก
ลักษณะอ้อยที่เหมาะสำหรับใช้ทำพันธุ์ มี 3 คุณลักษณะดังนี้

1. ต้องเป็นอ้อยปลูกที่ได้รับน้ำและปุ๋ยอย่างเพียงพอ มีการเจริญเติบโตดี ปราศจากโรคและแมลงรบกวน ไม่ควรใช้อ้อยตอทำพันธุ์

2. ต้องไม่แก่หรืออ่อนเกินไป อายุที่เหมาะสมคือ 5-8 เดือน อ้อยที่อ่อนเกินไปมักจะแห้งง่าย และมีความงอกต่ำ โดยเฉพาะถ้าปลูกในฤดูแล้ง และดินมีความชื้นไม่พอ อ้อยที่แก่เกินไปก็มีความงอกต่ำเช่นเดียวกัน

3. ลำต้นควรเป็นขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ อ้อยที่ลำเล็กเกินไปจะให้ต้นอ่อนที่ไม่ค่อยแข็งแรง ตั้งตัวได้ช้า

การใช้ส่วนยอดของลำต้นที่ตัดเข้าหีบทำพันธุ์นั้นได้ผลน้อยกว่าอ้อยที่ปลูกไว้ทำพันธุ์โดยเฉพาะ และมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับเวลาตัด และเวลาปลูกไม่สัมพันธ์กัน เป็นการไม่สะดวก

นอกจากนี้การปลูกอ้อยที่ได้ผลดีควรจะปลูกอ้อยหลาย ๆ พันธุ์ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเวลาต่าง ๆ กัน คือ มีทั้งพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวต้นฤดู กลางฤดู และปลายฤดูหีบ ทั้งนี้เพื่อจะได้อ้อยที่มีคุณภาพดีส่งโรงงานตลอดฤดูหีบ การปลูกอ้อยเพียงพันธุ์เดียวในพื้นที่จำนวนมาก ๆ อาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพและโรคอ้อยได้

ขอบคุณที่มาข้อมูล-ภาพ

https://saranukromthai.or.th/

https://www.bhg.com/

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568

พันธุ์อ้อย MPT 17-1217

พันธุ์อ้อย MPT 17-1217
เป็นพันธุ์อ้อยที่ทนแล้ง และมีลักษณะเด่นคือ กาบใบหลุดร่วงง่าย ทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวทั้งแบบใช้แรงงานคนและเครื่องจักรกล โดยทั่วไปนิยมปลูกในเขตที่มีฝนตกน้อย และในพื้นที่ดินร่วนปนทราย พันธุ์อ้อยชนิดนี้ไม่ค่อยออกดอก ซึ่งเป็นข้อดีในการเก็บเกี่ยวผลผลิต



แนวพันธุ์อ้อย มิตรผล 17-1217ระยะที่ 3 กำลังแตกกอ ย่างปล้องแปลงทดสอบพันธุ์อ้อย ไร่บริษัทเขต 22ลุ้นยาวๆ ครับผม


ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ
#ลมเลื่องลาว








วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568

แมลงพาหะของโรคใบขาวในอ้อย

แมลงพาหะของโรคใบขาวในอ้อยมี 2 ชนิด คือ เพลี้ยจักจั่นลายจุดสีน้ำตาลและเพลี้ยจักจั่นหลังขาว โดยเพลี้ยทั้งสองชนิดนี้ดูดกินน้ำเลี้ยงอ้อยเป็นหลักเพื่อการเจริญเติบโต และวางไข่ในดิน ชอบวางไข่ในดินทรายหรือดินร่วนทรายมากกว่าดินชนิดอื่น โดยในระหว่างที่เพลี้ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากอ้อยจะเกิดการถ่ายเชื้อไฟโตพลาสมาที่เป็นสาเหตุของโรคต่อไปเรื่อยๆ จนลุกลามทั่วทั้งแปลงได้





โรคใบขาวของอ้อย เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา ซึ่งเป็นเชื้อที่ต้องเจริญเติบโตอยู่ในต้นอ้อยหรือในแมลงพาหะเท่านั้น ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถแยกเชื้อออกจากต้นอ้อยได้ ประหนึ่งว่า อ้อยเป็นโรคใบขาว เทียบเป็นโรคเอดส์ของอ้อย ยังไม่มีสารเคมีชนิดใดสามารถรักษาอ้อยที่แสดงอาการของโรคใบขาวให้หายได้


Cr:ภาพ
👉#เพส ลมเลื่องลาว https://bit.ly/4jTffqv
แหล่งที่มาบทความ
👉https://bit.ly/4ldFTLX

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ປະຫວັດແລະຄວາມເປັນມາຂອງວັດໝອງລຳຈັນ

ວັດໜອງລຳຈັນ (ໜອງນ້ຳຈັນ) ບ.ໜອງລຳຈັນ ມ.ຈຳພອນ ຂ.ສະຫວັນນະເຂດ ສະຖານທີ່ເກັບພຣະໄຕຣປີດົກ ຄວາມງາມ ທີ່ແຕກຕ່າງຈາກທີ່ອື່ນ, ອາຍຸ ຫຼາຍກ່ວາ 400 ປີ, ທຸກຄົນທີ່ເຂົ້າວັດຕ້ອງໄດ້ປົດເກີບ, ແລະ ແມ່ຍິງຕ້ອງໄດ້ນຸ່ງສິ້ນ, ມີຫໍໄຕ ທີ່ເກົ່າແກ່ສວຍງາມ ຕັ້ງຢູ່ກາງແມ່ນໍ້າ ແລະ ຍັງມີພະພຸດທະຮູບສີຂາວ ຈໍານວນຫຼວງຫຼາຍ ປະດິດສະຖານຢູ່ ! ທ່ານເຄີຍໄປມາແລ້ວຫຼືຍັງ ?


ບ້ານ ໜອງລຳຈັນ (ຫຼື ໜອງນໍ້າຈັນ) ໄດ້ກໍາເນີດສ້າງຕັ້ງຂຶ້ນໃນ

ສະຕະວັດທີ 17 ສະໄໝຂອງເຈົ້າສຸລິຍະວົງສາ ແຫ່ງອານາຈັກລ້ານຊ້າງ ມາຮອດປັດຈຸບັນນີ້ມີອາຍຸປະມານ 400ກວ່າປີ ຊົນເຜົ່າທີ່ມາຕັ້ງບ້ານຢູ່ໃນດິນແດນແຫ່ງນີ້ ຄື ຊົນເຜົ່າ ຜູ້ໄທ ແລະ ຊົນເຜົ່າ ກວນຕູມ ( ລາວເທິງ ) ໃນສະໄໝນັ້ນເກີດເສິກເສືອເໜືອໃຕ້ ຂຶ້ນມາທາງຕາເວັນອອກສ່ຽງເໜືອຂອງປະເທດລາວ ຄື ຢູ່ທາງຊາຍແດນລາວ-ຫວຽດ ກໍ່ຄືເມືອງ ເຊໂປນ ໃນປັດຈຸບັນຍ້ອນມີການເກີດເຫດວຸ້ນວາຍຈຶ່ງອົບພະຍົບມາຈາກພູເກົ້າພູນາງ, ພ້ອມພາຫະນະຊ້າງ, ມ້າ, ງົວ, ຄວາຍ, ໃນການເດີນທາງມາຄັ້ງນີ້ມີບຸກຄົນສໍາຄັນຊື່ວ່າ: ຕາກອງກີ ຜ່ານຜ່າອັນຕະລາຍມາຈາກພາກເໜືອໂດຍບໍ່ມີຈຸດໝາຍປາຍທາງ ວ່າຈະໄປບ່ອນໃດຊຶ່ງສ້າງຄວາມລໍາບາກກາກກຳຢ່າງໃດກໍຕາມ ແຕ່ທຸກຄົນບໍ່ທໍ້ຖອຍ ຈົນກະທັ້ງມາເຖິງດິນແດນແຫ່ງໜຶ່ງ ເປັນທີ່ຮາບພຽງ ແລະ ເໝາະແກ່ການສ້າງສາ ພັດທະນາ ຈຶ່ງເຮັດໃຫ້ຄົນເຜົ່າໜຶ່ງ ຊື່ວ່າ: ຜູ້ໄທພາກັນຕັ້ງບ້ານເຮືອດຢູ່ທີ່ນັ້ນ ເພື່ອທຳມາຫາກິນ ຕໍ່ໄປ ບ້ານນັ້ນຊືວ່າ ບ້ານ ນາກະແຕບ ເມືອງ ວິລະບູລີ ໃນປັດຈຸບັນ ແລະ ອີກຄົນຈຳພວກໜຶ່ງ ບໍ່ຍອມຕັ້ງຖິ່ນຖານທີ່ນັ້ນ ຈຶ່ງພາກັນເດີນຕໍ່ໄປ ເພື່ອຊອກຫາແຫຼ່ງ ທຳມາຫາກິນ ຈົນມາຮອດດິນແດນແຫ່ງໜຶ່ງອັນເປັນທີ່ພໍໃຈ ຂອງທຸກຄົນ ເໝາະແກ່ການປູກຝັງ ລ້ຽງສັດ ໃນບໍລິເວນນັ້ນ ມີໜອງໃຫຍ່ໜອງໜຶ່ງຊຶ່ງປົກຄຸມໄປດ້ວຍຕົ້ນໄມ້ນ້ອຍ-ໃຫຍ່ນາໆຊະນິດ ໃນຂອບເຂດບໍລິເວນໜອງນີ້ ຍັງມີກິ່ນໄມ້ຫອມຫວນຂອງຕົ້ນແກ່ນຈັນທີ່ມີຢູ່ກາງ ໜອງຢ່າງຫຼວງຫຼາຍໃນກາງໜອງເຊິ່ງພາໃຫ້ດຶງດູດຈິດໃຈຂອງທຸກຄົນຕື່ມອີກ ເພາະຄົນພວກນີ້ ມັກນັບຖື ສິ່ງສັກສິດມາແຕ່ບູຮານນະການ ແລ້ວຈຶ່ງສົມຄວນແກ່ການສັກກະລະບູຊາເປັນຢ່າງຍິ່ງຂອງຄົນສະໄໝນັ້ນ ທັງສອງຊົນເຜົ່າທີ່ມາດ້ວຍກັນ ຈຶ່ງພາກັນຕົກລົງຕັ້ງບ້ານເຮືອນໃນເຂດໜອງນີ້ໂດຍ ໄດ້ແບ່ງ ອອກເປັນສອງ ເຂດປົກຄອງຄື: ທາງທິດຕາເວັນອອກສ່ຽງເໜືອ ຂອງໜອງແມ່ນ ຊົນເຜົ່າ ຜູໄທ ຢູ່ທາງຕາເວັນຕົກສ່ຽງໃຕ້ ແມ່ນຊົນເຜົ່າກວນຕູມຢູ່ ເຊິ່ງມີໜອງນໍ້າ ຂັ້ນຢູ່ຫວ່າງກາງ ຫ່າງກັນປະມານ 50 M ແມັດ ຕໍ່ມາປະມານ 1 ປີ ຄົນໃນບ້ານນີ້ຈຶ່ງໄດ້ປະຊຸມກັນ ເພື່ອຫາຊື່ສຽງ ລຽງນາມບ້ານ ບັງບໍ່ທັນໄດ້ຊື່ ຄົນທັງຫຼາຍເຫັນດີກັນໃຫ້ເອົາໜອງທີ່ມີຕົ້ນໄມ ‘‘ ຈັນໃຫຍ່ ’’ເປັນຊື່ບ້ານ ຈຶ່ງໄດ້ໃສ່ຊື່ວ່າ: ບ້ານໜອງນໍ້າຈັນ ຕໍ່ມາຈຶ່ງ ປ່ຽນມາເປັນ ບ້ານ ‘’ໜອງລໍາຈັນ’’ ຮອດປັດຈຸບັນນີ້


ຈາກນັ້ນ 3 ປີ ໄດ້ມີ ຍາຄູ (ພຣະ) ອົງໜຶ່ງຊື່ວ່າ: ຍາຄູ ໂກກ ເດີນທາງມາທາງພາກໃຕ້ ຂອງລາວ ມາຊັກຊວນອວນຕ້ານ ປະຊາຊົນຕັ້ງວັດຂຶ້ນພາຍໃນບ້ານ ພາຍຫຼັງຍາຄູ ໂກກ ນິພານ (ຕາຍ) ກໍ່ແມ່ນຍາຄູ ບຸດດາ ເປັນຜູ້ພາສ້າງ ວັດ ຕໍມາ ກໍ່ແມ່ນ ຄູບາ ຊິນ ເປັນຜູ້ສືບຕໍ່ສ້າງສະໄໝນັ້ນ ການສຶກສາ ຮໍ່າຮຽນແມ່ນຢູ່ວັດ ຍາຄູຊິນ ໄດ້ມີຫຼານ ຜູ້ໜຶ່ງ ຕິດຕາມມານຳ ຊື່ວ່າ: ທ້າວ ຄໍາພາ ບວດເປັນສາມະເນນ ຄຳພາ ກໍ່ສຶກສາຮໍ່າຮຽນທີ່ນີ້ ເປັນເວລາ 2 ປີ ຈຶ່ງຖຶກສົ່ງໄປຮຽນຕໍ່ທີ່ ລາວຝັງຂວາ ເຂັມມະລາດ (ປະເທດໄທໃນປັດຈຸບັນ) ເນນ ຄຳພາ ຮຽນຢູ່ທີ່ນັ້ນໄດ້ 2 ປີ ຍ້ອມເປັນຄົນຮຽນ ເກັ່ງ ພ້ອມທັງເປັນຄົນສະຫຼາດ ຈຶ່ງຖືກໄປຮຽນຕໍ່ທີ່ກຸງສີ ອະຍຸທະຍາ ( ປະເທດໄທ) ປະມານ 5 ປີ ກໍ່ໄດ້ອຸບປະສົມບົດ ເປັນຍາຄູ (ພຣະ) ລວມອາຍຸໄດ້ 30ປີ ແລ້ວຮຽນຈົບ ເວລານັ້ນ ຍາຄູ ຄຳພາ ຂໍໄປຮຽນຕໍ່ທີ່ປະເທດ ພະມ້າ ແຕ່ຝ່າຍສົງບໍ່ອະນຸຍາດໃຫ້ ກໍ່ຖືກແຕ່ງຕັ້ງ ເປັນຄູສອນ ສົງຢູ່ ອະຍຸທະຍາ ເປັນເວລານານສົມຄວນ ຈຶ່ງໄດ້ລາ ຄູບາອາຈານກັບຄືນບ້ານເດີມ ບ້ານໜອງລຳຈັນ ພ້ອມພຣະສົງລາວ 3 ອົງຄ໌ ໄລຍະກັບມາໄດ້ພັກ ຈໍາພັນສາຢູ່ວັດ ສີເມືອງ (ຈັ່ງ ຫວັດອຸບົນ ປະເທດໄທໃນປັດຈຸບັນ) ແລະ ເຂມມະລາດ ເວລາຈຳພັນສາ ຢູ່ນັ້ນ ຍາຄູ ຄຳພາໃຊ້ເວລາຂຽນໜັງສື ຜູກ ໃບລານ ວິຊາ ອາຄົມຕ່າງໆ ທີ່ຕົນຮຽນມາ ໄດ້ຈຳນວນຫຼວງຫຼາຍ ເວລານັ້ນ ລາວເຮົາ ເສຍໄຊໃຫ້ສົງຄາມລະຫວ່າງ ກຸງສີອະຍຸທະຍາ ວຽງຈັນ ພວກເຂົາມາກວາດເອົາເຄື່ອງຄໍ້າ ຂອງຄູນ ທີ່ສັກສິດອື່ນໆ ໄປຈົນໝົດ ຍາຄູ ຄຳພາ ເຫັນວ່າ ຢ້ານໜັງສືຜູກໃບລານດັ່ງກ່າວຕົກເຮ່ຍ ຈຶ່ງຍ້າຍມາທາງດົງທ່າ ດົງເທິງ ພ້ອມດ້ວຍໜັງ ສືຜູກໃບລານຈໍານວນໜຶ່ງ ຕໍ່ຈາກນັ້ນ ຈຶ່ງຍ້າຍມາບ້ານ ໜອງລໍາຈັນ ແລະ ໄດ້ຊັກຊວນ ອວນຕ້ານອອກຕົນຍາດໂຍມ ສ້າງຫໍໄຕຣປີດົກຂຶ້ນທີ່ກ່າງນໍ້າ ເພື່ອເກັບມ້ຽນ ໜັງສືຜູກໃບລານໄວ ການທີ່ປຸກຫໍໄຕຣຢູ່ກາງນໍ້າ ກໍ່ຍ້ອນວ່າ ບໍ່ໃຫ້ປວກໜູ ແລະ ສັດອື່ນໆມາທໍາລາຍ ຕໍ່ມາຍາຄູ ຄຳພາ ໄດ້ກັບໄປກຸງສີອະຍຸທະຍາອີກ ເພື່ອຮັບນາມມະຍົດ ຕໍ່ຈາກນັ້ນມາຈຶ່ງໄດ້ນາມມະຍົດວ່າ ຍາທ່ານ ຫຼັກຄຳພາ ເປັນຜູ້ສໍາເລັດ ຄອງທັມວິປັດສະນາ ກັມມະຖານ ແຕ່ລະມື້ເພິ່ນເຂົ້າພຽງ 1 ຄາບແຕ່ລະຄາບ ສັນເຂົ້າບໍ່ເກີນ 10 ຄໍາ ແຕ່ລະຄໍາ ທ່ານຄ້ຽວຈົນແຫຼກຈຶ່ງກືນລົງທ້ອງ ຈາກນັ້ນ ຍັງຮູ້ ພາສາຂອງສັດ (ຮ້ອງ) ເຊັ່ນ ມື້ນຶ່ງເພິ່ນ ຍ່າງເລາະຕາມໜອງຍິນຝູງເປັນໃນໜອງ ມັນຊວນ ກັນໄປຄອງເໝືອງ ຕອນແລງມາ ເຈົ້າຂອງເປັດ ມາຫາແຕ່ບໍ່ເຫັນ ພໍດີຍາທ່ານຈຶ່ງເອີ້ນຖາມ ແມ່ອອກວ່າ ແມ່ອອກມາຫຍັງ ? ແມ່ອອກຕອບວ່າ ຂ້ານ້ອຍ ຫາເປັດ ໃນໜອງນີ້ ຍາທ່ານ ເວົ້າວ່າ ມື້ເຊົ້ານີ້ ຍາທ່ານ ໄດ້ຍິນມັນຊວນກັນໄປຄອງເໝືອງ ໃຫ້ແມ່ອອກໄປເບິ່ງເດີ.


ເມື່ອແມ່ອອກໄປເບິ່ງກໍ່ເຫັນອີຮຫຼີ, ນັບແຕ່ນັ້ນມາອອກຕົນຍາດໂຍມກໍ່ຍິ່ງມີຄວາມເຫຼື້ອມໃສ ແລະ ເຄົາລົບ ນົບໄຫວ້ ຍາທ່ານ ຄຳພາ ຕະຫຼອດມາໃນນັ້ນພຣະສົງຄ໌ ອອກຕົນຍາດໂຍມທຸກທົ່ວສາລະທິດກໍ່ພາກັນລັ່ງມາສຶກສາຮໍ່າຮຽນຢູ່ທີ່ວັດແຫ່ງນີ້ເປັນຈໍານວນຫຼວງຫຼາຍ ລວມທັງພຣະສົງຢູ່ທາງ ( ພາກອີ່ສານຂອງໄທ) ໃນປັດຈຸບັນນີ້ໃນເວລາ ພຣະ ເນນຫາກຮຽນຈົບຢູ່ວັດແຫ່ງນີ້ແລ້ວເພິ່ນໄດ້ແນະນໍາ ໃຫ້ຂຽນ ບົດຮຽນ ທຸກບົດ ທີ່ໄດ້ຮຽນມາໃສ່ ໃບລານໄວ້ ເພື່ອເປັນຜົນງານ ເປັນທີ່ລະນຶກ ແລະ ເປັນຄູ່ມື ການຄົ້ນຄວ້າ ຮໍ່າຮຽນ ໃຫ້ລຸ້ນຕໍ່ໄປ.
ດັ່ງນັ້ນ: ໜັງສືຜູກໃບລານໃນວັດແຫ່ງນີ້ຈຶ່ງມີ ຈໍານວນ ຫຼວງຫຼາຍ ໃນລະຫວ່າງປີ 1972 ສະໄໝສົງຄາມຕໍ່ສູ້ຍາດຊິງ ເອົາເອກະລາດ ແລະ ຄວາມເອກະພາບ ຂອງປະເທດຊາດໄດ້ມີເຫດການອັນສໍາຄັນ ອີກເຫດການໜຶ່ງ ເຊິ່ງເຮັດໃຫ້ພໍ່ ແມ່ພີນ້ອງ ພາຍໃນບ້ານ ແລະ ບ່ອນອື່ນໆ ພາກັນຕົກຕະລຶງ ໄປຕາມໆກັນ ເພາະວ່າ ບ້ານ ໜອງລຳຈັນ ມີ 150 ຫຼັງຄາເຮືອດຖືກເຜົາຜານດ້ວຍໄພສົງຄາມຍົນຮົບ ເຕ 28 (T 28)ຂອງຝ່າຍວຽງຈັນ ຖິ້ມລະເບີດ ເຜົາຜານຈົນບໍ່ເຫຼືອແຕ່ຫຼັງຄາດຽວ ແຕ່ວ່າ “ຫໍໄຕຣປີດົກ’’ ແລະ ວັດວາອາຣາມ ເຖິງວ່າຈະຖືກລູກລະເບີດ ຖີ້ມລົງໃສ່ຢ່າງ ຫຼວງຫຼາຍກໍ່ບໍ່ເຮັດໃຫ້ລູກລະເບິດທັງຫຼາຍ ເຫຼົ່ານັ້ນ ແຕກແມ່ແຕລູກດຽວ ປັດຈຸບັນນີ້ລູກລະເບີດເຫຼົ່ານັ້ນກໍ່ຍັງຝັງຢູ່ໃນໜອງ ຫຼວງຫຼາຍ ແລະ ຂ້າງສິມອີກ ໜຶ່ງລູກ ຍ້ອນຄວາມສັກສິດຂອງວັດ ແລະ ຫໍໄຕຣປີດົກ ໜອງລໍາຈັນ ຈຶ່ງໄດ້ລືຊາ ປາກົດໂດ່ງດັງ ໄປທົ່ວທຸກສາລະທິດ ສ່າລື ໄປໄກຈົນເຖິງເທົ້າທຸກວັນນີ້.


ຫໍໄຕຣປີດົກ ຫຼັງນີ້ໄດ້ກໍ່ສ້າງມາແຕ່ສັດຕະວັດທີ 17 ເປັນຕົ້ນມາ ເຊິ່ງແມ່ນ ຍາທ່ານ ຫຼັກຄໍາພາ ເປັນຜູ້ນໍາພາສ້າງ ຕໍ່ມາກໍໄດ້ປະຕິສັງຂອນ ໃໝ່ອີກໃນ ສັດຕະວັດທີ 19 ນັບແຕ່ນັ້ນມາກໍ່ມີຍາທ່ານຂຽວ, ຍາທ່ານ ພຸ່ນ, ຍາທ່ານ ຈວງ, ຍາທ່ານ ນວມ, ຍາທ່ານ ພົມມາ, ໄດ້ເປັນຜູ້ອຸບປະຖາກປົກປັກ ຮັກສາ ສືບຕໍ່ໆກັນມາຕາມລໍາດັບມາໃນປີ ຄ.ສ. 1990-2001 ໄດ້ມີ ໂຄງການປົກປັກຮັກສາ ໜັງສືຜູກໃບລານລາວ ກະຊວງຖະແຫຼງຂ່າວ-ວັດທະນະທໍາ ໂດຍໄດ້ຮັບການສະໜັບສະໜູນຈາກມູນລະນິທິ ໂຕໂຍຕ້າ ຂອງປະເທດ ຍີ່ປຸນ ແລະ ລັດຖະບານຍ ສະຫະພັນ ເຢຍລະມັນ ຮ່ວມກັບພະແນກຖະແຫຼງຂ່າວ-ວັດທະນະທໍາປະຈໍາແຂວງ ສະຫວັນນະເຂດ ແລະ ຫ້ອງການຖະແຫຼງຂ່າວ-ວັດຖະນະທໍາ ເມືອງ ຈຳພອນ ໄດ້ລົງສໍາຫຼວດຂຶ້ນບັນຊີຕົວຈິງ ຈຶ່ງສາມາດ ຈໍາແນກ ຈັດລໍາດັບ ໜັງສືຜູໃບລານໄດ້ດັງນີ້.


ໜັງສືຜູກໃບລານລວມທັງໝົດມີ 219 ເລື່ອງ ມີ 326ມັດ, ມີ 2391 ຜູກ ແຕ່ຍ້ອນອາຍຸການ ໃຊ້ງານເປັນເວລາ ຫຼາຍສິບປີຈຶ່ງເຮັດໃຫ້ສະພາບຂອງຫໍໄຕຣປີດົກ ຊຸດໂຊມລົງ ຍ້ອນເຫັນຄວາມສຳຄັນ ເຫັນຄຸນຄ່າຂອງ ວັນນະຄະດີບູຮາຍນລາວ ແລະ ທາງດ້ານວັດທະນະທໍາ ຂອງຄູບານັກປາດ ອາຈານທີ່ໄດ້ສຶກສາຮໍ່າຮຽນຢູ່ທີ່ນີ້ບວກໃສ່ຄວາມເປັນຫ່ວງເປັນໄຍ ຂອງການຈັດຕັ້ງ ຂັ້ນເທິງ ນັບແຕ່ສູນກາງ ຮອດທ້ອງຖິ່ນ ເພື່ອ ອະນຸລັກ ປົກປັກຮັກສາ ວັດຖຸບູຮານທາງດ້ານ ວັດທະນະທຳ ນີ້ໃຫ້ຢູ່ກັບຄົນລາວຕະຫຼອດໄປ.
ຕົກມາໃນປີ 2005 ຫໍໄຕຣປີດົກຈຶ່ງໄດ້ຮັບປິຕິສັງຂອນຄືນໃໝ່ ໂດຍໄດ້ຮັບການຊ່ວຍເຫຼືອຈາກ ລັດຖະບານ ແຫ່ງລາດຊະອານາຈັກໄທ ຈຳນວນ 1.000.000 ບາດ (ໜຶ່ງລ້ານບາດ) ມາຮອດເວລານີ້ຫໍໄຕຣປີດົກໄດ້ກາຍເປັນຈຸດເຕົ້າໂຮມເອົາໜັງສືຜູກໃບລານທີ່ຫຼາຍກວ່າໝູ່ແຫ່ງດຽວໃນເມືອງ ຈໍາພອນ ທັງກາຍເປັນແຫຼ່ງທອງທ່ຽວທາງດ້ານວັດທະນະທໍາອີກດ້ວຍ.


ລາຍລະອຽດຂອງຫໍໄຕຣປີດົກ
ໃນຫໍໄຕຣປີດົກມີຕູ້ຄໍາພີໃບລານ 3 ຕູ້ ໃນນັ້ນລວມມີ 219 ເລື່ອງ ມີ 326 ມັດ ມີ 2.391 ຜູກ ເຊິ່ງໄດ້ສະສົມເກັບມ້ຽນແຕ່ປີ1990ເປັນຕົ້ນມາເສົາຫໍໄຕລວມມີ 35 ເສົາ ເປັນບ່ອນມ້ຽນໜັງສືຜູກໃບລານເປັນວັດທະນະທໍາ ເມືອງ ຈໍາພອນ
ຂໍ້ປະຕິບັດກ່ອນເຂົ້າວັດ
1. ກະລຸນາປົດເກີບ ແລະ ລອງເທົ້າ ສາກ່ອນ
2. ໃຫ້ມາກາບ ທາດທີ່ມີຢູ່ຂ້າງໜ້າ 5 ອົງກ່ອນຄື: ທາດ ຍາທ່ານ ຫຼັກຄຳພາ, ຍາທ່ານ ພຸ່ນ, ບາທ່ານ ຈວງ, ທາດຍາທ່ານ ນວນ, ທາດຍາທ່ານ ພົມມາ ເປັນຕົ້ນ
3. ຄວນນຸ່ງເຄື່ອງສຸພາບ
4. ຫ້າມໃຊ້ສຽງດັງ
ກ່ອນຂຶ້ນຫໍໄຕຣປີດົກ
1. ມີທຽນ 1 ດອກ( ຫຼື ມີຂັນໝາກເບັງ 1 ຄູ່)
2. ມີທູບ 1 ດອກ
3. ມີດອກໄມ້ ( ລວມ ເປັນ 3 ຢ່າງ ມີ ພຣະພຸດ, ພຣະທັມ, ພຣະສົງຄ໌ )
ຂໍ້ຫ້າມການຂຶ້ນຫໍໄຕຣປີດົກ
1. ຜູ້ຍິງ ຄວນປ່ຽນສິ້ນ ບໍ່ຄວນນຸ່ງສົ້ງ
2. ຄວນບູຊາຝ້າຍມັດແຂນ ຫຼື ເອົາໄປໃຫ້ຜູ້ບໍ່ໄດ້ມາໄຫວ້ຫໍໄຕ


ໝາຍເຫດ: ຄວາມສັກສິດທີ່ເຫັນມາເມື່ອກ່ອນ ຜູ້ຍິງນຸງສົ້ງ ປະໝາດ ເຫັນເປັນຊັກພ້ອມທັງຕົກຫຼືລົ້ມລົງແບບບໍ່ຮູ້ສຶກຕົວ ສະນັ້ນດັ່ງທີ່ເຫັນມາຜູ້ຂຽນຍັງເຫັນຫຼາຍຢ່າງ ບໍ່ສາມາດບັນຍາຍໃຫ້ຊາບໃນເມື່ອເຫັນແລ້ວ ຜູ້ເຖົ້າຜູ້ແກ່ຈຶ່ງໄດ້ຕັກເຕືອນລູກຫຼານໄວ້ແລ້ວ ອອ່ນຍອມສົມມາກາບໄຫວ້.


ຄວາມເປັນມາຂອງຂໍ້ຫ້າມຕ່າງໆມີດັ່ງນີ້
ຄວາມສົນໃຈກ່ຽວກັບການຖືເກີບເຂົ້າວັດ ບໍ່ໄດ້ມີຂັ້ນຕອນດັ່ງນີ້
ສະໃໝກ່ອນພຸ້ນ ຍາທ່ານ ຫຼັກຄໍາ ໄດ້ສູດຂອບເຂດວັດ ຫຼື ເອີ້ນກັນວ່າ: ຂອບສະບືສິມຈົນຮອບເດີ່ນວັດ ຈຶ່ງຖືເກີບເຂົ້າບໍລິເວນວັດບໍ່ໄດ້.


ເພາະ ເອີ້ນວ່າ: ມະຫາສິມມາ ແມ່ນໃຫຍ່ກວ່າ ພຸດທະສິມມາ ສະແດງວ່າ ຂອບເຂດທີ່ນີ້ແມ່ນມີກົດລະບຽບຫວງຫ້າມ, ຫ້າມຄົນສວມໃສ່ເກີບເຂົ້າມາທີນີ້ (ວັດ) ເດັດຂາດ ແຕ່ນັ້ນມາຈົນພາໃຫ້ຊາວບ້ານ ໜອງລໍາຈັນ ຈາລຶກໄວ້ໃນໃຈຈົນເທົ້າທຸກວັດນີ້.


ໄລຍະກ່ອນສະໄໝເກົ່າໆມີບາງຜູ້ເຖົ້າໃຫ້ຄຳຢັ້ງຢືນວ່າ: ມີຜູ້ຄົນຖືເກີບເຂົ້າວັດ ກໍ່ມີອັນເປັນໄປຢ່າງບໍ່ຮູ້ສຶກຕົວແຕ່ດຽວນີ້ຊາວບ້ານ ໜອງລໍາຈັນ ເຊື່ອຖືກັນໝົດໂດຍສະເພາະແມ່ນບໍ່ໄດ້ຖືເກີບເຂົ້າວັດທີ່ນີ້ ຖ້າຫຼົງລືມ ແມ່ນຕ້ອງໄດ້ ສົມບັດ ສົມມາ.


ຄວາມເຊື່ອຖື ສັດທາ ຈົງຮັກພັກດີຕໍ່ວັດວາອາຣາມ ທາງດ້ານສາສນາ ແມ່ນມີຄວາມສັກສິດ ທີ່ເຫັນໄດ້ໃນໄລຍະ ຈັກກະພັດອາເມລິກາ ຖິ້ມລູກແຕກ ລູກໂບມໃສ່ພາຍໃນວັດຈຶ່ງບໍ່ມີແຕກຈັກລູກແຕ່ຢ່າງໃດເລີຍ.


ກຽວກັບແມ່ອອກ (ຜູ້ຍິງ) ນຸ່ງສົ້ງຂຶ້ນຫໍໄຕຣທີ່ເຫັນຜິດປົກກະຕິຜ່ານມາ ມີປະກົດການຊັກ -ວຽນ ພ້ອມຕົກລົງຫໍໄຕຣ ອີກປະກົດການໜຶ່ງ ມີນາງທຽມບອກວ່າ ຜູ້ຍິງບໍ່ຄວນຂຶ້ນ ເພິ່ນຈຶ່ງໄຫວ້ວອນແຕ່ງສັກກະລະບູຊາ ຂໍຂຶ້ນບູຊາ ອ່ອນຍອມຕໍ່ເຈົ້າຂອງຫໍໄຕຣ ຄື: ຍາທ່ານ ຫຼັກຄຳພາ ແລ້ວຈຶ່ງມີການ ອະນຸຍາດ ໃຫ້ແມ່ອອກ (ຜູ້ຍິງ) ຂຶ້ນຫໍໄຕຣປີດົກໄດເປັນຕົ້ນມາ.


ສຳລັບທຸກທ່ານ ຕ້ອງການສິເດີນທາງໄປ ວັດແຫ່ງນີ້ ເດີນທາງໄປທາງ ມ.ຈຳພອນ ໄປທາງດົງລີງ ກາຍດົງລີງໄປປະມານຫຼັກ1ກໍຮອດ.





ຮູບພາບໂດຍ: FM 90
ເນື້ອຫາ ພຸດທະສາດສະໜາ ແລະ ສັງຄົມລາວ

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568

ความสำคัญของ “หน่ออ้อย

ความสำคัญของ “หน่ออ้อย”


ประชากรอ้อย (หน่ออ้อย)
เจ้ารู้ว่า มีความสำคัญขนาดไหน? หากชาวสวนอ้อยเฮา สามารถประมาณการ จำนวนหน่ออ้อย/ไร่ ได้


ชาวสวนอ้อย สามารถ วางแผน การใส่ปุ๋ย ให้น้ำ กำจัดวัชพืช ซ่อมอ้อย และขุดใบขาว ได้


อ้อย 1 ไร่ ต้องมีหน่ออ้อยมากกว่า 10,000 หน่อ
ชาวสวนอ้อย ถึงจะมีผลผลิต มากกว่า 10 ตัน/ไร่ ได้


โดยมีปัจจัย หลายอย่าง เป็นองค์ประกอบ ในการทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น ได้แก่
1.ปุ๋ย(ไนโตรเจน) ต้องพอเพียง และถูกจังหวะ
2.น้ำ ต้องมีเสริม ในช่วงอ้อยข้ามแล้ง
3.การกำจัดวัชพืช
4.การปลูกซ่อมอ้อย
5.การขุดกอใบขาว ติดกับดักกาวเหนียว และปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมม่า
มื้อนี้ เริ่มเรียนรู้ไปนำกัน โดยเริ่มที่ “หน่ออ้อย”
หน่ออ้อย ในสวนอ้อยเฮา มีจักหน่อ/ไร่???






ຂໍ້ຂອບໃຈບົດຄວາມຈາກເພຈ
#หนุ่ยพุทธานุภาพ
#ลมเลื่องลาว
#ภายใต้สโลแกน
👉ปลูกอ้อย ปลูกความฮังมี เป็นเศรษฐีแน่นอน
นับถือ ฮักแพง

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568

ບໍລິສັດ ນ້ຳຕານມິຕລາວ ຈຳກັດ ຄາດຄະເນວ່າ ຈະມີການຜະລິດອ້ອຍເຂົ້າໂຮງງານປະມານ 620,000 ໂຕນ ໃນປີການຜະລິດ 2024/25

ບໍລິສັດ ນ້ຳຕານ ມິຕລາວ ຈຳກັດ ຄາດຄະເນວ່າ ຈະມີການຜະລິດອ້ອຍເຂົ້າໂຮງງານປະມານ 620,000 ໂຕນ ໃນປີການຜະລິດ 2024/25

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 กรมมาตรฐานและตรวจวัด กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักอ้อยของบริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด ที่เมืองไซบูลี แขวงสะหวันนะเขต ประจำปีการผลิต 2567/68 เพื่อให้เครื่องชั่งน้ำหนักอยู่ในระดับมาตรฐานสากลและสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่นำอ้อยมาจำหน่ายให้แก่บริษัทฯ โดยมีนายอ่อนลำพัน บัวสีแก้ว เจ้าเมืองไซบูลี นายสอาด ปัญญาดิบวงศ์ ผู้อำนวยการด้านอ้อยของบริษัทฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนชาวไร่อ้อยเข้าร่วม โดยบริษัทฯ คาดว่าในปีการผลิต 2567/68 นี้ จะมีอ้อยเข้าสู่โรงงานประมาณ 620,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 20 ประกอบด้วย อ้อยทั่วไป 570,000 ตัน ซึ่งบริษัทฯ รับซื้อในราคา 720,000 กีบต่อตัน (ประมาณ 1,143 บาท) และอ้อยอินทรีย์ 50,000 ตัน ซึ่งรับซื้อในราคา 820,000 กีบต่อตัน (ประมาณ 1,301 บาท) โดยบริษัทฯ จะเริ่มเปิดหีบอ้อยอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ธันวาคม 2567


ปัจจุบันบริษัทฯ มีพื้นที่การปลูกอ้อยที่จะนำผลผลิตเข้าสู่โรงงานประมาณ 135,000 ไร่ โดยร้อยละ 80 เป็นพื้นที่ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ตามนโยบายการปลูกอ้อยแบบ 2+3 (ประชาชนรับผิดชอบที่ดิน แรงงานและการบริหารจัดการ บริษัทฯ รับผิดชอบทุน ตลาด และวิชาการ) ขณะที่ร้อยละ 20 เป็นพื้นที่ของบริษัทฯ ในการทดลองปลูกอ้อยพันธุ์ต้นแบบซึ่งให้ผลผลิตดี ทั้งนี้ ในปีการผลิต 2566/67 บริษัทฯ มีปริมาณวัตถุดิบอ้อยเข้าโรงงานจำนวน 487,802 ตัน ซึ่งสามารถผลิตน้ำตาลได้ 61,362 ตัน และคาดว่าในปีการผลิตต่อไป (ปี 2568/69) จะมีวัตถุดิบอ้อยเข้าโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 900,000 ตัน


โอกาสนี้ เจ้าเมืองไซบูลีกล่าวชื่นชมการดำเนินงานของบริษัทฯ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมประชาชนเมืองไซบูลีให้ปลูกอ้อยตามหลักวิชาการเกษตรส่งผลให้มีผลผลิตที่ดี ที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่มีความตื่นตัวและหันมาปลูกอ้อยเพื่อส่งจำหน่ายให้แก่บริษัทฯ มากขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การพัฒนาท้องถิ่นและเมืองไซบูลีในภาพรวมด้วย

ที่มาภาพ: หนังสือพิมพ์ Savanhphathana News

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568

ການປູກອ້ອຍປາຍຝົນ ปลูกอ้อยข้ามแล้ง

การปลูกอ้อยข้ามแล้ง หรือ การปลูกอ้อยปลายฤดูกาลปลูกอ้อยแบบหนึ่งนอกฤดูฝนโดยอาศัยปริมาณน้้าฝนในช่วงปลายฤดูฝนมาสะสมอยู่ในรูปของความชื้นในดิน และอ้อยจะอาศัยความชื้นดังกล่าว มาช่วยในการงอกและการเจริญเติบโต จนกระทั่งฤดูฝนใหม่จะมาถึงหรือฝนตกหลงฤดูตกมาเติมความชื้นในดินใหม่ให้เพียงพอต่อความเจริญเติบโตของอ้อยต่อไป และอย่างสม่้าเสมอ สำหรับฤดูอ้อยข้ามแล้ง ส่วนใหญ่นิยมปลูกอ้อยกันในระหว่างเดือน ตุลาคม-ธันวาคม



1การปลูกอ้อยข้ามแล้งจะได้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยสูงกว่าการปลูกอ้อยในฤดูฝน เนื่องจากมีระยะเวลาการเจริญเติบโตของอ้อยที่ยาวนานกว่าและระยะการใช้น้้าขอลอ้อยที่เหมาะสมกว่าด้วย


ลดต้นทุนการผลิตอ้อย การปลูกอ้อยข้ามแล้งจะมีต้นทุนการผลิตอ้อยต่้ากว่าการปลูกอ้อยในฤดูฝน


วิธีการปลูกอ้อยข้ามแล้ง


วิธีการปลูกอ้อยข้ามแล้วคล้ายๆกับวิธีการปลูกอ้อยทั่วไปโดยอาศัยการเก็บน้้าฝนลงในดินให้มากพอ และป้องกันการลดการสูญเสียความชื้นในดิน จากการระเหยให้มีประสิทธิภาพ


1. การเตรียมดิน โดยไถเปิดหน้าดินรับน้้าฝนในช่วงปลายฤดูฝนให้มากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ชนิดดิน ความลึกในการไถ เป็นต้น หลังจากหมดฤดูฝน ต้องเตรียมดินพร้อมปลูกอ้อยด้วยการไถระเบิดดินดาน (ไถแบบไม่ต้องพลิกดินและลึก) จ้านวน 2 ครั้ง (แบบตารางหมากรุก) เสร็จแล้วรีบไถพรวนหน้าดินให้ร่วนซุย ด้วยการใช้ไถพรวน,ไถผาน 7 หรือเครื่องจอบหมุน (rotary)



ในกรณีมีระยะเวลาฤดูฝนนานพออาจจะปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั่นหรือพืชปุ๋ยสดหรือพืชตัดวงจรของโรคและแมลงก่อนได้


2. ต้องเตรียมท่อนพันธุ์อ้อย ที่มีคุณภาพดีปราศจากโรคและแมลงจากแปลงพันธุ์หรือแปลงที่คัดเลือกโดยเฉพาะโรคใบขาว โรคใบเหี่ยวเน่าแดง เป็นต้น และมีอายุท่อนพันธุ์ ไม่น้อยกว่า 8 เดือน


3. ปลูกอ้อยด้วยเครื่องปลูก และในช่วงมืดๆหรืออากาศเย็นๆ ต้องอัดกลบดินแน่นๆ และหนาพอสมควร ไม่น้อยกว่า 5 นิ้ว หรือ 10 ซม. แต่ถ้าหากมีฝนตกหลงฤดูอย่างหนัก ในขณะอ้อยก้าลังงอกจะต้องรีบไถพรวนให้ดินร่วนซุยและขูดดินในร่องเพื่อน้าเอาดินที่ฝนชะมาทับทมกลบหนาขึ้น ในกรณีที่ดินมีความชื้นไม่พอต่อความงอก ให้เสริมน้้าขณะปลูก หรือ พื้นที่ที่มีการระบาดของแมลงใต้ดิน เช่น ปลวก แมงนูนหลวง และ ด้วงหนวดยาว ให้ฉีดพ่น/หว่าน/หยด ด้วยสารฟิโปรนิล เป็นต้น


4. การใส่ปุ๋ย ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง


ครั้งที่ 1 ให้ใส่รองพื้นโดยเน้นปุ๋ยไนโตรเจนกับปุ๋ยฟอสฟอรัส อัตรา 30-50 กก./ไร่


ครั้งที่ 2 ให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนกับปุ๋ยโกรตัสเซียม อัตรา 50-100 กก./ไร่ ดดยฝังดิน


ในกรณีที่อ้อยเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ให้ใส่ป๋ย ครั้งที่ 3 โดยเน้นปุ๋ยไนโตรเจน


5. การกำจัดวัชพืช คือ ต้องก้าจัดวัชพืชแบบบูรณาการ (สารก้าจัดวัชพืช เครื่องมือ แรงงาน ฯ) โดยที่วัชพืชมีผลกระทบต่ออ้อยน้อยที่สุด หรือให้มีวัชพืชหลงเหลือน้อยสุด ทั้งในแปลงและนอกแปลง (ถนน) วัชพืชในช่วงแรก (0-5 เดือน) มีผลกระทบต่ออ้อยอย่างมาก เพราะฉะนั้นเมื่อปลูกอ้อยเสร็จควรฉีดพ่นสารคุมวัชพืชทันที ส้าหรับ


การกำจัดวัชพืชต่อไป ต้องกำจัดวัชพืชยังเล็ก ด้วยวิธีการที่เหมาะสม ในกรณีมีวัชพืชเถาเลื้อย ควรก้าจัดขณะวัชพืชเล็กๆ หรืออายุอ้อย 2-4 เดือน และใช้สารก้าจัดวัชพืชเฉพาะด้วย
ที่มาบทความ
Cr: https://shorturl.asia/UJWMy