ສະມາຄົມຊາວໄລ່ອ້ອຍມິຕລາວ Mitrlaos

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568

My Love สาวนักเรียนลาวน่ารัก






พันธุ์อ้อยขอนแก่น 4 (KK4)

พันธุ์อ้อย กวก.ขอนแก่น 4 ทรงกอค่อนข้างตั้งตรง ปล้องเรียงตัวค่อนข้างตรง ปล้องทรงกระบอก ใบกว้างปานกลางและไม่มีขนที่กาบใบ ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตอ้อยไร่ละ 11.71 ตัน ให้ผลผลิตชานอ้อยเฉลี่ยไร่ละ 1.96 ตัน และมีปริมาณเยื่อใยเฉลี่ยร้อยละ 17.12 ให้ผลผลิตเป็นกากน้ำตาลไร่ละ 523 กิโลกรัม สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 และ K88-92

    ที่สำคัญให้พลังงานไฟฟ้าไร่ละ 596 กิโลวัตต์ และพลังงานแก๊สชีวภาพไร่ละ 496 ลูกบาศก์เมตรต่อปี สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3

ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นได้ขยายอ้อยโคลนพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 4 พื้นที่จำนวน 2 ไร่ สามารถปลูกขยายได้ 15 ไร่ โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกอ้อยพันธุ์ กวก. ขอนแก่น 4 (อ้อยปลูก อ้อยตอ 1 และอ้อยตอ 2) เป็นเงินจำนวนไร่ละ 44,164 บาท สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 และ K88-92

นอกจากนั้น อ้อยพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 4 ได้ผ่านการรับรองพันธุ์ประเภทพันธุ์แนะนำไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2566 จึงเป็นพืชทางเลือกเพื่อสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกร

Khon Kaen 4 has a relatively upright clump shape, with relatively straight internodes and cylindrical internodes. Its leaves are moderately wide and hairless on the leaf sheaths. Distinctive features include a sugarcane yield of 11.71 tons per rai, an average bagasse yield of 1.96 tons per rai, and an average fiber content of 17.12 percent. It also yields 523 kilograms of molasses per rai, higher than Khon Kaen 3 and K88-92 varieties.


Importantly, it generates 596 kilowatts of electricity per rai and 496 cubic meters of biogas per rai per year. Higher than Khon Kaen 3.


Currently, the Khon Kaen Field Crops Research Center has expanded the sugarcane clone KKK.Khon Kaen 4 on 2 rai of land. This can be expanded to 15 rai. Farmers will earn 44,164 baht per rai from growing KKK.Khon Kaen 4 (planted sugarcane, ratoon 1, and ratoon 2), higher than Khon Kaen 3 and K88-92.


Furthermore, KKK.Khon Kaen 4 was certified as a recommended variety on August 8, 2023, making it an alternative crop to generate additional income for farmers.

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568

พันธุ์อ้อย มิตรผล 14-618

พันธุ์อ้อย มิตรผล 14-618 เป็นพันธุ์อ้อย พันธุ์นี้เป็นที่รู้จักในวงการอ้อยเนื่องจากมีคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ เช่น ผลผลิตสูง ความหวานที่เหมาะสม และความต้านทานต่อโรคและแมลง. 

Cr:มิตรผลโมเดิร์นฟราม


การปรับปรุงพันธุ์:

พันธุ์อ้อยมิตรผล 14-618 ได้มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างอ้อยพันธุ์ MPT98(แม่) X LK92-11
ผลผลิต:
ให้ผลผลิตสูงเมื่อเทียบกับพันธุ์อ้อยอื่นๆ.
 
ความหวาน:
มีค่า CCS (Commercial Cane Sugar) ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตน้ำตาล.
 
ความต้านทาน:
มีความต้านทานต่อโรคและแมลงบางชนิด.
แนวพันธุ์อ้อย มิตรผล 14-12-618
แปลงดินทรายปนลูกรัง
ประเภทอ้อย:ปลายฝน
อาศัยน้ำฝนธรรมชาติ


ข้อดี
ทนแล้ง ทรหด มีความต้านทานต่อโรคใบขาวได้ดีและต่อสู้กับสิ่งแวดล้อม ในสภาพต่างๆได้ดี โตไว แตกกอดี ไว้ตอได้ดี น้ำหนัก 12-15 ตัน/ไร่
ข้อด้อย
ดินดีจะล้ม หวานช้า กลาง-ท้ายฤดูหีบ ccs 11-13.5
แนวพันธุ์อ้อย มิตรผล 14-12-618
แปลงดินทรายปนลูกรัง
ประเภทอ้อย:ปลายฝน
อาศัยน้ำฝนธรรมชาติ

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3

อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3

ประวัติ
ได้จากคู่ผสมระหว่างอ้อยโคลน 85-2-352 กับพันธุ์ K84-200 โดยการผสมข้ามพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ในปี พ.ศ.2537 ทำการเพาะเมล็ดและคัดเลือกครั้งที่ 1 (ลูกอ้อย) ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีในปี พ.ศ.2538-2539 คัดเลือกครั้งที่ 2 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นในปี พ.ศ.2540 คัดเลือกครั้งที่ 3 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นในปี พ.ศ.2541-2542 เปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้นที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นในปี พ.ศ.2544–2545 เปรียบเทียบมาตรฐานที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น และศูนย์วิจัยพืชไร่กาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ.2545-2547 เปรียบเทียบและทดสอบในไร่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ และนครราชสีมา ในปี พ.ศ.2547-2548 พบว่ามีผลผลิตสูงและสามารถปรับตัวได้ดีกับเขตใช้น้ำฝนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำการคัดเลือกและประเมินพันธุ์ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537-2551 รวมระยะเวลาการวิจัย 15 ปี
ลักษณะประจำพันธุ์กอตั้งตรง กาบใบหลวม มี 6-12 หน่อต่อกอ ความยาวปล้องน้อยกว่า 10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำ 2.72 เซนติเมตร มีไขปานกลางสีเหลืองเหลือบเขียวเมื่อไม่ต้องแสงและสีม่วงเหลือบเหลืองถึงน้ำตาล เมื่อต้องแสง ตารูปไข่ ใบมีลักษณะปลายโค้ง มีกลุ่มขนที่ขอบใบส่วนโคน ลิ้นใบเป็นแถบ ตรงกลางพองออก ปลายเรียวทั้ง 2 ข้าง หูใบด้านนอกรูปสามเหลี่ยม หูใบด้านในรูปใบหอกสั้น คอใบรูปสามเหลี่ยม ชายธงปลายคด ขนที่กาบใบน้อย จำนวนลำเก็บเกี่ยวในอ้อยปลูก 10,351 ลำต่อไร่ อ้อยตอ1 11,287 ลำต่อไร่ ผลผลิตน้ำตาลในอ้อยปลูก 2.64 ตันซีซีเอสต่อไร่ อ้อยตอ1 2.49 ตันซีซีเอสต่อไร่ ซีซีเอสในอ้อยปลูก 14.6 อ้อยตอ1 15.1
ลักษณะเด่นให้ผลผลิตสูง อ้อยปลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 18.1 ตันต่อไร่ และอ้อยตอ1 16.5 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์อู่ทอง 3 ร้อยละ 25 และ 28 ตามลำดับ ไม่ออกดอก ทำให้น้ำหนักและความหวานไม่ลดลง กาบใบหลวมเก็บเกี่ยวง่าย
พื้นที่แนะนำปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนปนทรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ທີ່ມາບົດຄວາມ Cr:https://shorturl.asia/rJu8d

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การแตกหน่อของอ้อยตอ

การแตกหน่อของอ้อยตอ 
คือ การงอกของหน่อใหม่จากตออ้อยที่เหลืออยู่หลังจากการเก็บเกี่ยว การแตกหน่อนี้เป็นกระบวนการที่สำคัญในการเพิ่มผลผลิตอ้อยในรอบปีถัดไป
ปัจจัยที่มีผลต่อการแตกหน่อ:
ความสมบูรณ์ของตออ้อย:
ตออ้อยที่สมบูรณ์ มีการพักตัวที่เหมาะสม และได้รับน้ำและธาตุอาหารที่เพียงพอ จะสามารถแตกหน่อได้ดี

 

การจัดการตออ้อย:
การสับตออ้อยให้ติดดินหลังจากเก็บเกี่ยว จะช่วยกระตุ้นให้หน่อใหม่งอกจากใต้ดิน ซึ่งหน่อที่งอกใต้ดินจะแข็งแรงและโตเร็วกว่าหน่อที่งอกเหนือดิน
ความชื้นในดิน:
ความชื้นในดินมีความสำคัญต่อการงอกของหน่อ การให้น้ำที่เหมาะสมจะช่วยให้หน่ออ้อยงอกได้ดี
ธาตุอาหาร:
การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม จะช่วยกระตุ้นการแตกกอและเพิ่มผลผลิต
การจัดการวัชพืช:
วัชพืชจะแย่งน้ำและธาตุอาหารจากอ้อยตอ ทำให้การแตกหน่อไม่ดี การจัดการวัชพืชอย่างเหมาะสมจึงมีความจำเป็น
 
โรคและแมลงศัตรู:
โรคและแมลงบางชนิด เช่น โรคใบขาว และแมลงศัตรูอ้อยบางชนิด สามารถทำลายตออ้อยและขัดขวางการแตกหน่อได้
เทคนิคการจัดการอ้อยตอเพื่อส่งเสริมการแตกหน่อ:
สับตออ้อย:
สับตออ้อยให้ติดดินหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อกระตุ้นให้หน่อใหม่งอกจากใต้ดิน
 
ใส่ปุ๋ย:

ใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของอ้อย โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีไนโตรเจนและโพแทสเซียม
ให้น้ำ:
ให้น้ำอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่อ้อยเริ่มงอก และในช่วงที่อ้อยมีการเจริญเติบโตทางลำต้น
 
จัดการวัชพืช:
ควบคุมวัชพืชโดยการใช้สารเคมี หรือการกำจัดวัชพืชด้วยวิธีอื่นๆ
 
ตรวจโรคและแมลง:
หมั่นตรวจแปลงอ้อยและจัดการโรคและแมลงศัตรูพืชอย่างทันท่วงที ใจ


วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

แม่ปุ๋ย ซอยล์เมต 46-0-0 เพิ่มผลผลิต

แม่ปุ๋ย ซอยล์เมต 46-0-0

รายละเอียดสินค้า
 $etynp$
ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 เป็นแม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ซึ่งพืชทุกชนิดมีความต้องการในปริมาณที่สูงมาก ปุ๋ยยูเรีย ช่วยทำให้พืชมีใบสีเขียว มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์แสง ทำให้พืชเจริญเติบโตมีความสูง ใบเจริญงอกงามมีขนาดใหญ่ ใบดกหนา ใบสีเขียวเข้ม


ใช้ได้กับ
สูตร 46-0-0
อ้อย : ช่วงบำรุงต้นหรือ หลังใส่ครั้งแรก 2 เดือน 50 กิโลกรัมต่อไร่



อ้างอิงจาก: http://bit.ly/4f13X2C


รากอ้อย (Sugarcane roots)

รากอ้อย (Sugarcane roots) มีลักษณะเป็นระบบรากฝอย (fibrous root system) แผ่กระจายออกโดยรอบลำต้น โดยปกติแล้วรากอ้อยจะแผ่กระจายในรัศมีประมาณ 50-100 เซนติเมตร และลึกลงไปในดินประมาณ 100-150 เซนติเมตร




* รากชั้นแรก มีจำนวนปริมาณมากที่สุด ถ้าเทียบกับรากชนิดอื่นของอ้อย มีหน้าที่ผยุงลำต้น เกาะยึด ดูดน้ำดูดอาหาร

* รากชั้นชั้นกลาง มีขนาดรากที่ใหญ่ นอกจากดูดน้ำดูดอาหารแล้ว ยังมีหน้าที่รับน้ำหนักลำอ้อย ยึดลำต้นอ้อยไม่ให้ล้ม

* รากชั้นลึก มีน้อยที่สุดประมาณ 1-10% ของรากทั้งหยังลึกถึง 4-5 เมตร แล้วแต่ศักยภาพของพันธุ์ ถึงเป็นรากที่มีสัดส่วนที่น้อย แต่เป็นรากที่คอยหาความชื้นในสภาวะแล้ง เมื่อดินชั้นบนแล้ง รากชนิดนี้จะหาความชื้นในดินชั้นล่าง ช่วยให้อ้อยรักษาผลผลิตได้เมื่อได้รับผลกระทบจากสภาวะแล้งที่นานๆ

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โรคใบขาวอ้อย ภัยเงียบที่คุกคามผลผลิต

โรคใบขาวอ้อย: ภัยเงียบที่คุกคามผลผลิต

โรคใบขาวอ้อย (Sugarcane White Leaf Disease, SCWLD) เป็นโรคพืชสำคัญที่เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา (Phytoplasma) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กคล้ายแบคทีเรีย ไม่มีผนังเซลล์ และอาศัยอยู่ในท่อลำเลียงอาหารของพืช โรคนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมอ้อยทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากทำให้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยลดลงอย่างมาก




สาเหตุและการแพร่ระบาด
เชื้อไฟโตพลาสมาที่เป็นสาเหตุของโรคใบขาวอ้อยแพร่กระจายโดยมีแมลงพาหะสำคัญคือ เพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลลายหยัก (Matatropis sp.) โดยเพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นอ้อยที่เป็นโรค เชื้อไฟโตพลาสมาจะเพิ่มจำนวนในตัวเพลี้ยจักจั่น และเมื่อเพลี้ยจักจั่นไปดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นอ้อยปกติ ก็จะถ่ายทอดเชื้อไปสู่ต้นอ้อยนั้น นอกจากนี้ การใช้ท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคในการปลูกก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการแพร่ระบาดของโรค


อาการของโรค
อาการเริ่มต้นของโรคใบขาวอ้อยมักจะสังเกตเห็นได้จาก ใบอ่อนของอ้อยมีสีซีดจางเป็นสีขาวอมเหลือง หรือที่เรียกว่าอาการใบขาว (chlorosis) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรค เมื่อโรคดำเนินไป ใบอ้อยจะเริ่มมีขนาดเล็กลงและสั้นลง ลำต้นอ้อยจะแคระแกร็น ปล้องสั้นลง แตกกอมากผิดปกติแต่ไม่มีลำอ้อยที่สมบูรณ์ ในที่สุด ต้นอ้อยที่เป็นโรคจะให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงอย่างมาก หรืออาจไม่ให้ผลผลิตเลย


ผลกระทบต่อผลผลิต
ผลกระทบของโรคใบขาวอ้อยต่อผลผลิตอ้อยนั้นรุนแรงมาก ต้นอ้อยที่ติดเชื้อจะมีอัตราการเจริญเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ลดลง คุณภาพน้ำอ้อยแย่ลง ปริมาณน้ำตาลลดลง ทำให้โรงงานน้ำตาลได้รับวัตถุดิบลดลงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ພາບໂດຍ: NongsyNanthasan